
ปฏิเสธไม่ได้ว่างานเกษตรทั่วโลกกำลังอยู่ในช่วง ‘ผลัดเปลี่ยน’ จากวิถีการทำงานด้วยแรงงานคน สู่การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยต่าง ๆ มาเพิ่มประสิทธิภาพในการเพาะปลูก และกำจัดศัตรูพืช ซึ่งหนึ่งในเทคโนโลยีที่ช่วยให้
การทำเกษตรง่ายขึ้นก็คือ โดรนการเกษตร (Spraying Drone) นั่นเอง
เพราะปัจจุบันการเกษตรกำลังเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรุ่นเก่าไปสู่รุ่นใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับความสมดุลระหว่างการทำงาน ชีวิตส่วนตัว (Work-Life Balance) และเทรนด์การใส่ใจสุขภาพ ทำให้เกิดการทำการเกษตรรูปแบบใหม่ที่นำ ‘เทคโนโลยี’ อย่าง AI หรือ โดรนการเกษตร (Spraying Drone) มาช่วยให้งานเกษตรง่ายขึ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็น
– วิเคราะห์สภาพแวดล้อม สภาพอากาศก่อนและหลังเพาะปลูก
– เก็บข้อมูลเพื่อนำไปพัฒนาการปลูกในอนาคต
– ช่วยตัดสินใจเกี่ยวกับการจัดการงานเกษตร
– คาดการณ์วันเก็บเกี่ยวให้ตรงเวลา
– ลดการสัมผัสกับสารพิษขณะทำงาน

อยากเพิ่มคุณภาพชีวิต ต้องรู้จักโดรนการเกษตร (Spraying Drone)
โดรนการเกษตร (Spraying Drone) นับเป็นนวัตกรรมทางการเกษตรที่มีส่วนช่วยในการเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับเกษตรกร โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ซึ่งแต่ละประเภทก็มีการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป
- โดรนสำหรับการถ่ายภาพวิเคราะห์และตรวจโรคพืช
- โดรนสำหรับหว่านปุ๋ยและฉีดพ่นสารเคมีกำจัดแมลงศัตรูพืช
- โดรนสำหรับการรดน้ำและฮอร์โมนพืช
อยากรู้เกี่ยวกับโดรนการเกษตร (Spraying Drone) แบบเต็ม ๆ คลิกเลย!
“โดรนการเกษตร (Spraying Drone) ดีกว่าแรงงานคนอย่างไร?”
โดรนการเกษตร (Spraying Drone) ทุ่นเวลาการทำงานได้ดีมาก โดยเมื่อเทียบประสิทธิภาพการฉีดพ่นสารปริมาณ 2 ถังจะพบว่า แรงงานคนใช้เวลา 10 นาที/ ไร่ แต่โดรนใช้เวลาเพียง 1.5 – 2 นาที/ ไร่ ซึ่งใช้แรงงานควบคุมโดรนเพียง 1 – 2 คน/ วันเท่านั้น และเมื่อใช้เวลาน้อยลง ค่าจ้างแรงงานก็ลดลง เหลือเพียง 256 บาท/ ไร่ เทียบกับแรงงานปกติที่ 343 บาท/ ไร่ เรียกว่าต้นทุนห่างกันเกือบหลักร้อย
นอกจากนี้การใช้โดรนยังทำให้ เกษตรกรทำงานได้แม่นยำยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การควบคุมปริมาณการพ่นสารหรือน้ำที่ใช้ในแต่ละครั้ง อีกทั้งยังสามารถวาดแผนที่การบิน ทำให้ประหยัดเวลา และรอบในการบินได้อีกด้วย

เริ่มบินโดรนพ่นสารพืชผัก เพิ่มคุณภาพชีวิต ผ่านเทคนิคการบินโดรนฉีดพ่นสารชีวภัณฑ์กลุ่มพืชผักจาก KUBOTA (Agri) Solutions
การเริ่มต้นบินโดรนพ่นสารพืชผักไม่ยากอย่างที่คิด แค่เตรียมอุปกรณ์และบินด้วยขั้นตอนที่ถูกต้องดังนี้
อุปกรณ์ที่ต้องเตรียมก่อนบินโดรนฉีดพ่นสารในแปลงผัก
- โดรนการเกษตร (Spraying Drone) แนะนำเป็นโดรนขนาด 10 ลิตร หรือรุ่นที่เหมาะสมกับขนาดพื้นที่การเพาะปลูก เพื่อป้องกันความเสียหายของต้นพืช ดูรุ่นโดรน คลิกที่นี่
- แอปพลิเคชันพยากรณ์อากาศ ตรวจสอบสภาพอากาศที่เหมาะสม[1] [2]
- สารที่ใช้ฉีดพ่น และสารจับใบ
- อุปกรณ์สำหรับชั่งตวงวัดปริมาณสาร
- ไม้คนสาร
- เครื่องวัดความเร็วลม
ขั้นตอนการบินโดรนพ่นสารบำรุงพืชผัก
การบินโดรนพ่นสารบำรุงพืชผัก จำเป็นต้องดูแลโดยผู้ควบคุมการบินโดรนที่มีทักษะและความชำนาญ เพื่อให้การฉีดพ่นมีประสิทธิภาพมากที่สุด หากเป็นมือใหม่ควรศึกษาขั้นตอนการบินให้ช่ำชองจะดีที่สุด
- บรรจุสารชีวภัณฑ์ โดยผสมสารชีวภัณฑ์ 50 กรัม ต่อน้ำ 1 ลิตร (3 กรัม ใช้น้ำ 150 ลิตร)
- การฉีดพ่นสารชีวภัณฑ์ แนะนำกำหนดอัตราการฉีดพ่น 3 ลิตร/ ไร่ หรืออัตราปล่อยของเหลวที่ 1.8 ลิตร/ นาที
- บินที่ระดับความสูง 3 เมตรเหนือทรงพุ่ม ความเร็วที่เหมาะสมประมาณ 2 เมตร/ วินาที
- ระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับการบินเพื่อฉีดพ่นสาร แนะนำเป็นช่วงเช้าเวลา 06:30 – 08:00 น. หรือ ช่วงเย็นเวลา 17:00 – 18:00 น. หรือตามคำแนะนำของสารที่ใช้ฉีดพ่น เพื่อหลีกเลี่ยงแสงแดดและอากาศร้อนที่อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของสารชีวภัณฑ์ที่ฉีดพ่นไป
- บินโดรนพ่นสารสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เป็นระยะเวลา 4 ครั้งหลังย้ายปลูก

เคล็ดลับการทำแผนที่การบิน: การทำแผนที่การบินควรเพิ่มระยะบริเวณหัวแปลงและท้ายแปลงประมาณ 1 – 2 เมตร เพื่อให้การฉีดพ่นสารครอบคลุมและสม่ำเสมอทั่วทั้งแปลง เนื่องจากโดรนจำเป็นต้องบินด้วยความเร็วที่เหมาะสมก่อนหัวฉีดพ่นจะปล่อยสารออกมา หากไม่มีการเพิ่มระยะหัวแปลงและท้ายแปลง อาจทำให้พืชบริเวณหัวแปลงและท้ายแปลงนั้นไม่ได้รับสารเพียงพอ

“ปรับใช้เทคนิคการบินโดรนพ่นสารชีวภัณฑ์กลุ่มพืชผัก ได้ผลลัพธ์ดีเยี่ยมหลายประการ”
จากการทดลองใช้เทคนิคบินโดรนช่วยให้พืชเติบโตมีประสิทธิภาพขึ้นจริง โดยมีผลการทดสอบ* ดังนี้
ผลการทดสอบกับผักกวางตุ้ง (ตัวแทนกลุ่มผักกินใบ)
- ความสูง ความกว้างทรงพุ่ม จำนวนใบ น้ำหนักสด – แห้ง มากกว่าต้นที่ไม่ได้รับการฉีดพ่น
- ค่าเฉลี่ยการปกป้องใบพืชจากการทำลายของแมลงอยู่ที่ 52% เทียบกับจำนวนบาดแผลการเข้าทำลายกับต้นที่ไม่ได้รับการฉีดพ่น
- ผลกำไรเพิ่มขึ้น 36,074 บาท หรือเกือบเท่าตัว (93%)
ผลการทดสอบกับมะเขือเทศ(ตัวแทนกลุ่มผักกินผล)
- ความสูงต้นและน้ำหนักสดมากกว่าต้นที่ไม่ได้รับการฉีดพ่น
ประสิทธิภาพการป้องกันแมลง
- การฉีดพ่นสารชีวภัณฑ์สามารถป้องกันแมลงได้ 7 – 14 วันหลังฉีด ขึ้นอยู่กับชนิดของแมลงและความรุนแรงของการเข้าทำลาย

รู้จัก ‘สารชีวภัณฑ์’ ที่ใช้ในการฉีดพ่น
สารชีวภัณฑ์ที่ใช้ในการฉีดพ่นบำรุงพืชผักดังกล่าว มีทั้งหมด 3 ชนิดดังนี้
- บิวเวอเรีย (Beauveria bassiana)
- เชื้อราจากธรรมชาติ ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ผู้ใช้ ไม่มีสารพิษตกค้างหรือส่งผลต่อธรรมชาติ
- ป้องกัน ควบคุม กำจัดได้ในระยะยาว ไม่ดื้อยา
- เหมาะกับเพลี้ยอ่อน เพลี้ยแป้ง เพลี้ยไฟ ไรแดง แมลงหวี่ขาว หนอนเจาะลำต้น แมลงปีกแข็ง
- กลไกคือการที่สปอร์เชื้อราสัมผัสเข้าสู่แมลงทางผนังลำตัว รูหายใจ บาดแผล เมื่อได้รับความชื้น สปอร์จะแทงทะลุผิวหนังลำตัว สร้างเส้นใยและทำลายแมลงลง
- ต้นทุนต่ำ
- เมธาไรเซียม (Metarhizium anisopliae)
- มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ผู้ใช้ ผ่านการตรวจสอบความเป็นพิษในสัตว์ทดลองตามมาตรฐาน OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development) GLP (Good Labour Practices)
- ปลอดภัยต่อแมลงศัตรูธรรมชาติและแมลงดีที่มีประโยชน์
- เหมาะกับด้วง หนอน ไรแดง เพลี้ย ด้วงปีกแข็ง แมลงวันผลไม้ แมลงทำลายรากพืช
- กลไกคือการที่สปอร์เชื้อราสัมผัสกับแมลง ทำให้เกิดโรคเมธาไรเซียม (Metarhizium Infection)ที่ทำให้แมลงติดเชื้อและตายลง
- สารสะเดา (Azadirachtin)
- สกัดจากใบและเมล็ดของต้นสะเดา (Neem Tree)
- เหมาะกับแมลงปากดูด เช่น เพลี้ยอ่อน เพลี้ยกระโดด หนอนผีเสื้อ หนอนผัก หนอนชอนใบ
- กลไกคือการเจือปนสารสกัดจากใบและเมล็ดกับฮอร์โมนแมลงจนส่งผลกับการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพ
เทคนิคการเลือกสารชีวภัณฑ์: เลือกให้เหมาะกับสถานการณ์ เช่น ใช้สารสะเดากำจัดแมลงปากดูด และควรเลือกสารชีวภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ไม่ปนเปื้อน เพื่อใช้ป้องกันแมลงได้เต็มประสิทธิภาพที่สุด

ใช้สารเคมีกำจัดแมลงแทนสารชีวภัณฑ์ได้หรือไม่ ?
ใช้ได้ แต่มีข้อพิจารณาในการใช้ดังนี้
- เลือกใช้หลักจากประเมินความรุนแรงของการระบาดว่าอยู่ในระดับสูง การใช้สารกำจัดแมลงในรูปแบบสารเคมีสามารถกำจัดแมลงได้อย่างรวดเร็ว เมื่อสามารถควบคุมการระบาดได้แล้ว ให้หยุดใช้
- ควรสวมชุดป้องกันขณะใช้งาน หากได้รับสารโดยตรง หรือต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
- ก่อให้เกิดอันตรายต่อแมลงบางประเภทที่มีประโยชน์ เช่น แมลงตัวห้ำ ผึ้ง
แนะนำให้ใช้สารชีวภัณฑ์ที่ออกฤทธิ์ต่อฮอร์โมนหรือระบบภายในแมลงโดยตรง โดยพิจารณาแมลงที่เจอ และคอยประเมินความรุนแรงของการระบาดเป็นระยะ หากพิจารณาแล้วว่าความรุนแรงอยู่ในระดับสูงค่อยเริ่มพิจารณาใช้สารเคมีกำจัดแมลง
ผลิตสารชีวภัณฑ์ใช้เองได้หรือไม่ ?
ใช้ได้ โดยหน่วยงานภาครัฐ เช่น กรมวิชาการเกษตร หรือกรมส่งเสริมการเกษตร ได้สนับสนุนให้เกษตรกรผลิตสารชีวภัณฑ์ใช้เอง เพื่อลดต้นทุนลง เช่น การผลิตไตรโคเดอร์มา อ่านเพิ่มเติม คลิก
เลือกใช้โดรนการเกษตร พ่นสารชีวภัณฑ์ เพื่อการเกษตรที่ยั่งยืน
ปัจจุบันการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยการใช้โดรนการเกษตรร่วมกับสารชีวภัณฑ์ โดยเฉพาะเมื่อใช้เทคนิคการบินที่เหมาะสม จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพอย่างมหาศาล ทั้งลดระยะเวลาการทำงาน เพิ่มความแม่นยำ ลดความเหนื่อยล้า กำจัดศัตรูพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดการใช้สารชีวภัณฑ์โดยไม่จำเป็น ข้อดีเหล่านี้ล้วนเป็นคำตอบสำหรับเกษตรกรไทย ในการเพิ่มผลผลิตและผลกำไรอย่างยั่งยืน

ลงทุนหรือทดลองใช้โดรนการเกษตร (Spraying Drone) ให้ชีวิตงานเกษตรก้าวหน้า เริ่มได้ที่ KUBOTA
เกษตรกรไทยท่านใดสนใจโดรนการเกษตร (Spraying Drone) สามารถทดลองใช้ได้ฟรี เพียง คลิกที่นี่ หรือติดต่อสอบถามได้เลยผ่านช่องทางดังนี้
- KUBOTA CONNECT เบอร์ 02-029-1747
- ศึกษาข้อมูลโดรนการเกษตร (Spraying Drone) จากคูโบต้าผ่านเว็บไซต์ Siam Kubota
- ติดต่อผ่านร้านผู้แทนจำหน่ายทั่วประเทศ คลิกที่นี่
- Facebook Page: Siam Kubota และ Kubota Drone Club – คูโบต้าโดรนคลับ
- สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่าน LINE Official @siamkubota
*ผลงานวิจัย: ศึกษาการใช้ประโยชน์จากโดรนการเกษตร (Spraying Drone) สำหรับฉีดพ่นสารชีวภัณฑ์ กลุ่มพืชผัก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบำรุงรักษาพืชผักจัดทำขึ้น ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ ปี 2565
ชีวภัณฑ์บิวเวอเรีย เมธาไรเซียม : https://www.nstda.or.th/