การผลิตข้าวโพดหลังนา

การเลือกพื้นที่

ควรเลือกพื้นที่ ที่มีแหล่งน้ำเพียงพอตลอดฤดูปลูก หลีกเลี่ยงพื้นที่ลุ่มต่ำที่มีการระบายน้ำไม่ดี

ฤดูปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา

เดือนที่เหมาะสมสำหรับปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์คือเดือน พฤศจิกายน-ธันวาคม หรือปลูกทันทีหลังจากเก็บเกี่ยวข้าว เพื่อใช้ประโยชน์จากความชื้นที่เหลืออยู่ในดิน ซึ่งหากปลูกได้เร็วจะทำให้ต้นข้าวโพดมีการเจริญเติบโตดี และระยะออกดอกไม่ตรงกับช่วงที่อุณหภูมิสูงจนเกินไป การปลูกข้าวโพดในช่วงนี้หากบางปีมีอุณหภูมิต่ำ จะทำให้ข้าวโพดงอกช้ากว่าปกติ หรือแสดงอาการใบ  สีม่วงคล้ายขาดปุ๋ยฟอสฟอรัสในระยะต้นกล้า แต่ต้นจะฟื้นตัวได้เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น

การเลือกพันธุ์

เลือกพันธุ์ที่เมล็ดมีคุณภาพดี มีความงอดมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ และมีความแข็งแรงสูง เนื่องจากการปลูกข้าวโพดใน  ฤดูแล้งหลังการเก็บเกี่ยว ต้องอาศัยความชื้นในดินที่มีค่อนข้างจำกัด ในปัจจุบันพันธุ์ข้าวโพดที่นำมาใช้เป็นพันธุ์ลูกผสมของเอกชน และภาครัฐ เช่น นครสวรรค์3 นครสวรรค์4 และนครสวรรค์5 ซึ่งเป็นพันธุ์รับรองของกรมวิชาการเกษตร

ลักษณะดิน
ดินที่เหมาะสำหรับปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์คือ ดินร่วน ดินร่วนเหนียว และดินร่วนปนทราย เนื่องจากเป็นดินที่มีการระบายน้ำดี และมีความอุดมสมบูรณ์ ควรหลีกเลี่ยงการปลูกข้าวโพดในดินที่เป็นดินเหนียวจัด เนื่องจากระบายน้ำไม่ดี โดยค่าความเป็นกรด-ด่างของดิน (PH)ควรอยู่ระหว่าง 5.5-7.0

การเตรียมดิน

หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวออกจากแปลงนา ควรไถดะ จำนวน 1 ครั้ง แล้วพรวนด้วยโรตารี่ 1-2 ครั้ง เพื่อให้ดินแตกเป็นก้อนเล็กแล้วยกร่องปลูก เพื่อสะดวกในการให้น้ำและระบายน้ำออกจากแปลง ในบางพื้นที่เกษตรกรมีการตัดตอซังข้าวแล้วปล่อยน้ำเข้าแปลงหลังจากนั้นหยอดเมล็ดตาม

วิธีการปลูก

วิธีการปลูกมีทั้งแบบพื้นราบและแบบยกร่อง ขึ้นกับชนิดของดิน โดยใช้ระยะระหว่างแถว 75 เซนติเมตร และระยะระหว่างต้น 20 เซนติเมตร หยอดเมล็ดจำนวน 1 เมล็ดต่อหลุม อัตราเมล็ดที่เหมาะสมคือ 3.0-3.5 กิโลกรัมต่อไร่ จะได้จำนวนต้นประมาณ 10,000 – 11, 000 ต้นต่อไร่

การใส่ปุ๋ย

แบ่งใส่ปุ๋ย 3 ครั้ง

  • ครั้งที่ 1 : ใส่ปุ๋ยรองพื้นสูตร 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ หรือตามค่าวิเคราะห์ดิน โดยหว่านแล้วพรวนดินกลบ หรือชักร่องเป็นแถวพร้อมหยอดเมล็ด
  • ครั้งที่ 2 : ใส่เมื่อข้าวโพดอายุ 20-25 วันหลังปลูกด้วยสูตร 46-0-0 อัตรา 25 กิโลกรัมต่อไร่ โดยโรยข้างแถวปลูกแล้วพูนโคนกลบเมื่อดินมีความชื้น
  • ครั้งที่ 3 : เมื่อข้าวโพดอายุ 40-50 วัน หรือเมื่อข้าวโพดเริ่มออกช่อดอกตัวผู้และออกไหม สูตร 46-0-0 อัตรา 10-20 กิโลกรัมต่อไร่ โดยโรยข้างร่องปลูกเมื่อดินมีความชื้น

การกำจัดวัชพืช

เมื่อข้าวโพดอายุ 20-25 วัน ทำการกำจัดวัชพืชระหว่างแถวปลูก และใส่ปุ๋ยไนโตรเจนอีกครั้ง โดยโรยข้างแถวจากนั้นจึงพรวนดิน แถกล่องกลบด้วยแรงงานคนหรือเครื่องจักรฯ ควรดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนการให้น้ำครั้งแรก

การให้น้ำ

การปลูกข้าวโพดโดยอาศัยความชื้นในดินที่หลงเหลืออยู่หลังการเก็บเกี่ยวข้าว ควรมีการตรวจสอบความชื้นของดินหลังการเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว หากความชื้นของดินไม่เพียงพอสำหรับการงอกและการเจริญเติบโตในระยะแรก 1-2 สัปดาห์ ควรมีการให้น้ำก่อนปลูก โดยไถดะพร้อมกับปล่อยน้ำเข้าแปลงนา ทิ้งไว้จนความชื้นพอเหมาะสำหรับการไถพรวน ถ้าดินมีความชื้นเพียงพอให้ไถดะ พร้อมคราดเพื่อเก็บรักษาความชื้นให้น้ำครั้งแรกหลังปลูก และให้น้ำครั้งต่อไปเมื่อดินแห้ง การปลูกแบบพื้นที่ราบให้น้ำก่อนปลูก การปลูกแบบยกร่องทำการปลูกก่อนให้น้ำ

การเก็บเกี่ยว

เก็บเกี่ยวข้าวโพดเมื่อข้าวโพดแก่จัด และแห้งสนิทอายุประมาณ 120 วัน หลังปลูก ขึ้นอยู่กับพันธุ์หรือเมื่อต้นข้าวโพดมีใบแห้งหรือเปลี่ยนเป็นสีฟางข้าวหมดทั้งแปลง เมล็ดจะมีความชื้นประมาณ 23 เปอร์เซ็นต์ และไม่ควรเก็บเกี่ยวข้าวโพดหลังฝนตกเพราะเมล็ดจะมีความชื้นสูง ควรปล่อยให้ฝักและต้นข้าวโพดก่อนการเก็บเกี่ยว

บทความที่เกี่ยวข้อง

นายมูล สุขเจริญ อายุ 56 ปี เกษตรกรในอำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา อดีตสมาชิก อบต. ทำการเพาะปลูกมาแล้วไม่ต่ำกว่า 25 ปี ปัจจุบันพื้นที่ปลูกอ้อยของตนเองกว่า 700 ไร่ และพื้นที่ของลูกไร่ประมาณ 40 คน ในพื้นที่ 1,500 ไร่ โดยมีโควต้าอ้อยต่อปีกว่า 18,000 ตัน การดูแลอ้อยในพื้นที่ของตัวเอง รวมทั้งพื้นที่
เนื่องจากข้าวแดงหอมที่ปะปนไปกับผลผลิตข้าวขาว จะทำให้ข้าวขาวขาดมาตรฐานตามประกาศของกระทรวงพาณิชย์ ที่กำหนดไม่ให้มีข้าวแดงปนในข้าวขาว 100% ชั้น 1 ชั้น 2 และ ชั้น 3 แม้แต่เมล็ดเดียว ดังนั้น กรมการข้าวจึงกำหนดมาตรการการปลูกข้าวแดงหอม ดังนี้ ควรปลูกในพื้นที่เฉพาะที่กำหนดไว้เท่านั้น และไม่ควรปลูกใกล้เคียง
วันนี้ทางสยามคูโบต้าฯ ได้มีโอกาสได้สัมภาษณ์เกษตรกรผู้มากประสบการณ์ในด้านการเพาะปลูกข้าวโพดมานานกว่า 25 ปี ใน อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี นั่นก็คือ คุณอนงค์ วัตวงษ์ ซึ่งทำการเพาะปลูกข้าวโพดบนพื้นที่กว่า 50 ไร่ ให้เป็นเกษตรกรมืออาชีพถึงปัจจุบัน โดยที่เกษตรกรรายอื่นสามารถปฏิบัติตามได้อย่างแน่นอน