การจัดการปัญหาภัยแล้งเชิงพื้นที่

1. การจัดการปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ดินเปรี้ยวจัด

ดินเปรี้ยวจัด (acid sulfate soils) มีโครงสร้างดินแน่นทึบ ทําให้ดินมีการระบายน้ำเลว เนื้อดินเป็นดินเหนียวถึงเหนียวจัด เมื่อดินแห้งจะแข็งและแตกระแหง ทําให้ไถพรวนยาก

1.1 การจัดการดิน ควรมีการคลุมดินด้วยวัสดุต่างๆ ด้วยฟางข้าว แกลบ ขี้เถ้าแกลบ ใบหญ้าแฝก หรือปลูกพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วเหลือง ถั่วพุ่ม เพื่อรักษาความชื้นในดินไม่ให้เกิดการสูญเสียน้ำหรือขาดน้ำเป็นระยะเวลานาน และป้องกันวัชพืชขึ้นด้วย ในพื้นที่นาข้าว หลังเก็บเกี่ยวข้าว ฟางข้าวและตอซังข้าวควรทิ้งไว้ในพื้นที่นาเพื่อเป็นการคลุมผิวหน้าดิน หรือหากเกษตรกรจะปลูกพืชหลังนา สามารถปลูกพืชใช้น้ำน้อยบางชนิดหลังเก็บเกี่ยวข้าวได้ เช่น พืชตระกูลถั่ว ข้าวโพด แตงโม แตงกวา เป็นต้น 

1.2 การจัดการน้ำ การจัดการน้ำให้เหมาะสมและเพียงพอตลอดฤดูการเพาะปลูก โดยการขุดบ่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในพื้นที่ปลูกพืช รวมถึงการให้น้ำพืชแบบประหยัด เช่น การให้น้ำระบบน้ำหยดในปริมาณที่เหมาะสม

1.3 การจัดการพืช โดยพิจารณาเลือกปลูกพืชที่มีอายุสั้น ใช้น้ำน้อย เก็บเกี่ยวผลผลิตได้เร็ว เช่น       ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วพุ่ม ถั่วลิสง ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดฝักอ่อน มันเทศ และผักชนิดต่างๆเกษตรกรสามารถปลูกและเก็บผลผลิตได้ก่อนที่จะเกิดความเสียหายเนื่องจากขาดน้ำ

2. การจัดการปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ดินเค็ม

แนวทางการจัดการดินเค็มในพื้นที่ที่ประสบภัยแล้ง ผลกระทบที่เกิดเห็นได้ชัดเจนคือการสะสมเกลือที่ผิว ดินส่งผลต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตพืช และการขาดแคลนแหล่งน้ำต้นทุนทางการเกษตร

2.1 การจัดการดิน

1) ปรับปรุงดินด้วยอินทรียวัตถุ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก กากอ้อย และแกลบ เป็นต้น ช่วยให้โครงสร้างดินดีขึ้นลดการนําพาเกลือใต้ดินขึ้นสู่ผิวดิน

2) เลือกปลูกพืชให้เหมาะสมกับระดับความเค็มของดิน 

3) คลุมดินหลังปลูกด้วยวัสดุอินทรีย์ เพื่อลดการระเหยของน้ำ และป้องกันการแพร่กระจายดินเค็ม

4) ปลูกไม้ยืนต้นทนเค็ม และหญ้าชอบเกลือ เช่น ต้นกระถินออสเตรเลีย ยูคาลิปตัส และ หญ้าดิ๊กซี่ เนื่องจากเป็นพืชทนเค็ม และเจริญเติบโตได้ในพื้นที่แห้งแล้ง จึงสามารถช่วยฟื้นฟูดินเค็มให้กลับมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้

2.2 การจัดการน้ำ วิธีการให้น้ำต่อการสะสมเกลือในพื้นที่ประสบภัยแล้ง ควรให้แบบน้ำหยด เป็นวิธีที่ประหยัดน้ำ ควบคุมปริมาณเกลือไม่ให้สะสมในบริเวณรากพืชได้ แต่ต้องลงทุนสูง และหาพืชที่มีราคาสูงมาปลูกจึงจะคุ้มทุน และถ้าน้ำชลประทานที่ใช้รดเป็นน้ำกร่อยก็จะเกิดการอุดตันได้ และการให้น้ำแบบหัวฉีด ถ้าให้สม่ำเสมอกันก็จะควบคุมความเค็มได้ แต่ค่าใช้จ่ายสูงต้องควบคุมปริมาณน้ำให้เหมาะสม ควบคู่กับการคลุมดินเพื่อลดอัตราการระเหยน้ำ และการสะสมเกลือที่ผิวดิน

2.3 การจัดการพืช การจัดการพืชโดยการเลือกชนิดพืชให้เหมาะสมกับระดับความเค็มของดินเป็นแนวทางหนึ่งในการจัดการปัญหาดินเค็ม เพราะพืชแต่ละชนิดมีความสามารถในการทนเค็มได้แตกต่างกัน หรือแม้แต่ชนิดเดียวกันแต่ ต่างพันธุ์ก็มีความสามารถในการทนเค็มได้แตกต่างกัน 

3. การจัดการปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ดินทราย

3.1 การจัดการดิน

1) ไถพรวนขณะที่ดินมีความชื้นเหมาะสม

2) การปรับปรุงดินและเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินด้วยอินทรียวัตถุ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ร่วมกับปุ๋ยเคมี หรือปุ๋ยอินทรีย์น้ำ

3) การปลูกพืชปุ๋ยสด ไถกลบตอซัง ปล่อยไว้ 3-4 สัปดาห์ หรือไถกลบพืชปุ๋ยสด (หว่านโสนอัฟริกัน หรือโสนอินเดีย 6-8 กก./ไร่ ไถกลบเมื่ออายุ 50-70 วัน ปล่อยทิ้งไว้ 1-2 สัปดาห์)

4) การอนุรักษ์ดินและน้ำที่เหมาะสม ปลูกพืชคลุมดินเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน การใช้วัสดุคลุมดินเพื่อป้องกันการระเหยของน้ำและรักษาความชื้นไว้ในดิน

5) การใช้ปุ๋ยเคมีในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำมากและมีปริมาณธาตุอาหารพืชไม่เพียงพอควร ใช้ปุ๋ยเคมีร่วมด้วยตามความเหมาะสมกับชนิดพืชที่ปลูกโดยใช้ปุ๋ยเคมีที่ละลายช้าแบ่งใส่ครั้งละน้อย ๆ เป็นระยะใส่ในขณะที่ดินมีความชื้นเหมาะสมและควรใช้ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์หรือใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน

3.2 การจัดการน้ำ

1) การจัดการน้ำ ใช้น้ำอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ เช่น การให้น้ำแบบหยด 

2) พัฒนาแหล่งน้ำและจัดการระบบการให้น้ำในแปลงปลูกให้เหมาะสม เช่น สระน้ำ บ่อน้ำ 

3.3 การจัดการพืช

1) การเลือกชนิดพืชปลูกที่เหมาะสม ปลูกพืชทนแล้งหรือพืชที่ใช้น้ำน้อยมีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น 

2) ถ้าเป็นพื้นที่ดอน หรือพื้นที่ที่มีความลาดชันเกิน 5 % ปลูกพืชไร่ขวางความลาดเท

3) การปลูกพืชสลับเป็นแถบ พืชเหลื่อมฤดู หรือพืชคลุมดิน ระหว่างพืชหลักและพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วพร้า ถั่วพุ่ม หรือปอเทือง แล้วไถกลบในระยะออกดอก ทิ้งไว้ 1-2 สัปดาห์

บทความที่เกี่ยวข้อง

พบมาก ในนาชลประทาน ภาคกลาง และภาคเหนือตอนล่าง สาเหตุ เชื้อไวรัส Rice Ragged Stunt Virus (RRSV) อาการ ต้นข้าวเป็นโรคได้ ทั้ง ระยะกล้า แตกกอ ตั้งท้อง อาการของต้นข้าวที่เป็นโรค สังเกตได้ง่าย คือ ข้าวต้นเตี้ยกว่าปกติ ใบแคบและสั้นสีเขียวเข้ม แตกใบใหม่ช้ากว่าปกติ แผ่นใบไม่สมบ
ในปัจจุบันวิธีการปลูกข้าวที่เกษตรกรนิยม คือ การทำนาหว่าน ซึ่งมีข้อดีคือสะดวกและรวดเร็ว โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทานที่ต้องอาศัยน้ำฝนในการทำนาเพียงอย่างเดียว ดังนั้น การทำนาหว่านข้าวแห้ง จึงเป็นวิธีปลูกข้าวที่แพร่หลายเป็นอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตาม การหว่านข้าวแห้งมีข้อเสียด้วยเช่นกัน
"นาข้าว ยิ่งเขียว ยิ่งดี” หรือ “ใส่ปุ๋ยมาก ๆ ข้าวจะได้งอกงาม” จริงหรือ? ถ้าอยากรู้คลิกเลย