รู้จัก การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ การปลูกพืชในน้ำไม่ง้อดิน

รู้จัก การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ การปลูกพืชในน้ำไม่ง้อดิน

การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ วิธีการเพาะปลูกสุดสร้างสรรค์ เปลี่ยนแปลงการเพาะปลูกแบบเดิมที่ใช้ดิน
สู่รูปแบบใหม่ที่ใช้น้ำซึ่ง ดีกว่า ล้ำกว่า คุ้มกว่า ตอบโจทย์การเกษตรในทุกมิติ การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์
คืออะไร ต่างจากเดิมแค่ไหน ? KAS จะมาบอกให้

การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ คืออะไร

การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ คือ การปลูกผักโดยใช้ สารละลาย (น้ำผสมกับปุ๋ย AB) แทนการใช้ดิน
ซึ่งสารละลายจะประกอบไปด้วยธาตุอาหารต่าง ๆ ที่พืชจำเป็นต้องได้รับ โดยพืชสามารถดูดซับโดยตรง ทำให้พืชเติบโตอย่างรวดเร็ว แข็งแรง และผลผลิตที่ออกมามีคุณภาพกว่าการใช้ดิน

การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ มีกี่แบบ

การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์มีอยู่ 5 แบบ ดังนี้

1. ระบบปลูกผักไฮโดรโปนิกส์แบบน้ำตื้น หรือ Nutrient Film Technique (NFT)

เป็นระบบการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์แบบน้ำตื้นและหมุนเวียน โดยส่วนใหญ่จะปลูกโดยใช้รางที่มาพร้อมระบบหมุนเวียนน้ำ ซึ่งจะทำให้สารละลายไหลผ่านรากของผักอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง ระดับความลึกของสารละลายควรอยู่ประมาณที่ 1 – 3 ซม. ซึ่งจะมีลักษณะเหมือนแผ่นฟิล์มบาง ๆ โดยวิธีนี้จะทำให้พืช
ได้รับธาตุอาหารและอากาศอย่างทั่วถึง แต่มีข้อควรระวังคือหากไฟฟ้าขัดข้องพืชอาจตายได้

ระบบปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ แบบน้ำตื้น

2. ระบบปลูกผักไฮโดรโปนิกส์แบบน้ำลึก หรือ Deep Flow Technique (DFT)

เป็นระบบการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์แบบน้ำลึกและนิ่ง โดยส่วนใหญ่จะปลูกบนวัสดุที่ลอยน้ำได้ เพื่อยึดลำต้นไว้ไม่ให้ล้มหรือจมน้ำ เช่น โฟม พลาสติก ฟองน้ำ เป็นต้น โดยรากของผักจะแช่อยู่ในสารละลายที่มีระดับความลึกอยู่ที่ 5 – 10 ซม. ซึ่งระบบนี้เป็นที่นิยมของเกษตรกรไทย เนื่องจากสามารถใช้วัสดุที่หาได้ทั่วไป ทั้งยังไม่ต้องกังวลหากระบบไฟฟ้าขัดข้อง แต่มีข้อควรระวังคือการขาดอากาศ เนื่องจากไม่มีระบบหมุนเวียนซึ่งอาจทำให้ผักตายได้

ระบบปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ แบบน้ำลึก

3. ระบบปลูกผักไฮโดรโปนิกส์แบบกึ่งน้ำลึก หรือ Dynamic Root Floating Technique (DRFT)

เป็นระบบการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์แบบกึ่งน้ำลึก โดยจะมีวิธีปลูกที่คล้ายกับระบบปลูกผักไฮโดรโปนิกส์
แบบน้ำลึก (DFT) มาพร้อมกับระบบหมุนเวียนน้ำของระบบปลูกผักไฮโดรโปนิกส์แบบน้ำตื้น (NFT)
ทำให้ได้รับข้อดีและกลบข้อด้อยของทั้ง 2 ประเภท เกษตรกรจึงไม่จำเป็นต้องดูแลพืชมากนัก แต่พืช
ยังเติบโตอย่างแข็งแรงและสม่ำเสมอ

4. ระบบปลูกผักแบบน้ำขึ้นน้ำลง หรือ Food and Drain (FAD)

เป็นระบบการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์แบบน้ำขึ้นน้ำลง เป็นวิธีการปลูกผักที่จะแช่รากของผักไว้ในสารละลายช่วงระยะเวลาหนึ่ง เพื่อให้พืชสามารถดูดซับธาตุอาหารได้อย่างเต็มที่ หลังจากนั้นให้เกษตรกรปล่อยน้ำทิ้งเพื่อเพิ่มอากาศ และให้เติมสารละลายเข้าไปอีกครั้ง โดยทำสลับกันไปจนถึงเวลาเก็บเกี่ยว วิธีนี้จะทำให้พืชเติบโตอย่างสม่ำเสมอ แต่เกษตรกรควรมีความรู้ในการปรับระดับน้ำ ให้เหมาะสมตามการเจริญเติบโต
ของพืช

ระบบปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ แบบน้ำขึ้นน้ำลง

5. ระบบปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ร่วมกับสัตว์น้ำ หรือ Aquaponic

เป็นวิธีการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์แบบผสมผสาน ด้วยวิถีการทำเกษตรอินทรีย์ ที่จะเลี้ยงปลาในตู้ควบคู่ไปกับการปลูกผัก โดยจะหมุนเวียนน้ำจากตู้ปลาที่มีของเสียจากปลาที่เป็นประโยชน์ต่อพืช ซึ่งสามารถทดแทนสารละลายได้ นำไปยังถาดเพาะปลูกผัก ในทางกลับกันก็สามารถส่งของเสียจากพืชไปสู่ตู้ปลาได้เช่นกัน
ส่งผลให้ได้รับผักไฮโดรโปนิกส์แบบออแกนิก แต่มีข้อควรระวัง เช่น อาหารปลาที่ผ่านกระบวนการทางเคมี ซึ่งอาจทำให้ผักปนเปื้อนสารเคมีได้ เป็นต้น

10 ผักไฮโดรโปนิกส์ราคาดีที่แนะนำให้ปลูก

  • กรีนโอ๊ค
  • เรดโอ๊ค
  • บัตเตอร์เฮด
  • ฟินเลย์
  • ผักกาดหอม
  • ผักกาดแก้ว
  • กวางตุ้ง
  • ต้นหอม
  • ขึ้นฉ่าย
  • เรดคอรัล

ข้อดีของการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์

ข้อดีของการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์

  1. ปลูกผักได้ตลอดปี ผักไฮโดรโปนิกส์สามารถเติบโตได้ตลอดปี
  2. ผักเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ผักไฮโดรโปนิกส์จะดูดซับสารละลายได้โดยตรง สามารถผสม
    สารอาหารที่เหมาะสมกับความต้องการของพืช ทำให้เจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว
  3. ประหยัดพื้นที่เพาะปลูก การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์สามารถปลูกได้โดยไม่ต้องพึ่งดินทำให้ปลูกได้
    ในทุกพื้นที่
  4. ลดขั้นตอนการทำงาน การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ไม่จำเป็นต้องเตรียมดิน ยกร่อง และกำจัดวัชพืช
  5. ผลผลิตมีคุณภาพและราคาสูง การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์สามารถควบคุมธาตุอาหารได้อย่างเหมาะสม ช่วยให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและราคาสูง
  6. ผลผลิต สะอาด ปลอดภัย การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ จะทำให้ได้ผลผลิตที่มีความสะอาดและปลอดภัย เนื่องจากควบคุมการเพาะปลูกได้ทั้งหมด

สรุปเกี่ยวกับผักไฮโดรโปนิกส์

การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ เป็นวิธีการเกษตรที่จะเปลี่ยนแปลงการเพาะปลูกจากดินไปสู่น้ำ ยกระดับปริมาณผลผลิตต่อพื้นที่ให้สูงขึ้น ช่วยให้เกษตรกรไทยก้าวข้ามปัญหาพื้นที่เพาะปลูกไม่เพียงพอ ศึกษาการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ยกระดับคุณภาพชีวิตได้แล้ว ที่นี่ หรือติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ผ่านช่องทางดังนี้

ดาวน์โหลด :

ที่มาของข้อมูล :

บทความที่เกี่ยวข้อง

ประเทศไทยมีพื้นที่ผลิตถั่วเขียวประมาณ 829,145 ไร่ มีความต้องการเมล็ดพันธุ์ 4,146 ตัน แต่รัฐผลิตได้ 617 ตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 15 ของความต้องการเมล็ดพันธุ์ทั้งประเทศ ตั้งแต่ปี 2557 เกิดปัญหาฝนแล้งทำให้เกษตรกรไม่สามารถทำนาปรังได้ ประกอบกับนโยบายแทรกแซงราคาข้าวสิ้นสุดลง เกษตรกรจึงหันมาปลูกถั่วเขียวแทน
งาดำ สายพันธุ์ที่นิยมปลูก ได้แก่ งาดำบุรีรัมย์ งาดำนครสวรรค์ งาดำ มก.18 งาขาว สายพันธุ์ที่นิยมปลูก ได้แก่ พันธุ์เมืองเลย พันธุ์เชียงใหม่ พันธุ์ร้อยเอ็ด 1 พันธุ์ มข. 1 พันธุ์มหาสารคาม 60 งาดำ–แดง หรืองาเกษตร ได้แก่ พันธุ์พื้นเมืองพิษณุโลก พันธุ์พื้นเมืองสุโขทัย พันธุ์ มข.3